นี่คือคะแนนผลสอบ กสพท.  ปีการศึกษา 2554 เพื่อสมัครเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ ของ อุรชา ตีระวานิชสันติ์ (จ๋า)              นักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเป็นแขกรับเชิญ คอลัมน์ คนเก่งพระตะบอง  ในวันนี้
                จ๋า บอกว่า เธอได้นำคะแนนผลสอบที่ทำได้ ไปยื่นเลือกคณะแพทยศาสตร์ จาก กสพท. หรือ
             คณะกรรมการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ใน 4 อันดับ ที่ กสพท.ให้สิทธิ์ผู้สมัครทุกคนเลือก นั่นคือ
                อันดับ 1 คณะแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                อันดับ 2  คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
                อันดับ 3  คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
                อันดับ 4 คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า (หญิง)

             และนี่คือ ประกาศคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด ของ กสพท. สำหรับปีการศึกษา 2554 ที่เลขาธิการ กสพท.ได้ประกาศไว้
             เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

          เห็นอย่างนี้แล้วทุกคนคงเดาได้ไม่ยากใช่มั้ย  ว่า  จ๋า-อุรชา
          ของเราสอบติดคณะแพทยศาสตร์ที่ไหน ?

    ใช่แล้วค่ะ
เธอติด คณะแพทยศาสตร์
                                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย !!
    
         เธอพาใบหน้าอันสดใส และมีความสุข มาให้กองบรรณาธิการ
    พระตะบอง ได้สัมภาษณ์ในวันนี้ หลังจากที่เธอได้ฝาฟัน
    สนามแข่งขัน และรอผลสอบด้วยใจอันระทึกมาแล้วอย่างยาวนาน

       จ๋า เล่าให้ฟังถึงวิธีการเรียนในช่วงที่ผ่านมาว่า  จริงๆแล้ว
    เธอไม่ได้เป็นคนที่เรียนหนักแต่อย่างใด แต่เธอเป็นคนที่มีวินัย
    กับการเรียนมากกว่านั่นคือ เธอเรียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอทุกวัน
       “ ตอน ม.4-ม.5 จะเรียนหนังสือที่โรงเรียนเป็นหลัก เพราะว่า
    ที่เตรียมอุดมฯ เรียนหนักเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว  กลับมาบ้านก็อ่าน
    หนังสือต่อแต่จ๋า จะไม่เป็นคนนอนดึก คือ 4 ทุ่มก็จะเข้านอนแล้ว
    และตื่นขึ้นมาอ่านหนังสืออีกทีก็ตอนตี 4 ส่วนใหญ่ก็จะอ่านวิชาชีวะ
    เป็นหลัก เพราะว่า เมื่อเราตั้งเป้าหมายว่า จะสอบเข้าคณะแพทย์
    ก็เห็นว่าวิชานี้สำคัญที่สุด  ก็อ่านสรุปไปเรื่อยๆ”

        แต่เมื่อขึ้น ม. 6 จ๋า บอกว่า ความกระตือรือร้น ในการสอบแข่งขัน
    ก็จะสูงขึ้น จากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน นั่นก็คือ เพื่อนๆนั่นเอง
    และแน่นอนว่าเด็กเก่งๆ สายวิทย์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
    มากกว่า 90% เป้าหมายก็คือ ต้องการสอบเข้าคณะแพทย์
        “เพื่อนๆ จ๋า ส่วนใหญ่เขาก็ตั้งใจจะสอบเข้าคณะแพทย์กันทั้งนั้น
    ทำให้เรารู้สึกว่า โห คู่แข่งเราเยอะมากๆ และเราก็ไม่ใช่คนเก่งที่สุด
    จ๋าได้เกรดแค่ 3.96 เอง มีคนได้เกรด 4 เต็มกันเยอะแยะไปหมด
    เลยต้องมาวางแผนการเรียนใหม่ว่าทำอย่างไรจะมีสอบติดแพทย์
 

                 ในที่สุด จ๋า ก็สรุปว่า จะใช้วิชาเลข ไปทำคะแนนสอบแข่งขันสู้กับคนอื่นๆ เหตุผลก็คือว่า จ๋า ชอบถนัดเรียนวิชาเลขมากที่สุด
      ชอบเลขมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตอน ป.6 ก็เคยสอบได้เหรียญเงิน  ของ สสวท. และเคยติดเข้าค่าย สอวน.รอบสอง แล้วก็สอบของ
      สมาคมคณิตศาสตร์ทุกปี ซึ่งก็ได้ประกาศชมเชยทุกครั้งที่สอบ” 
                เมื่อวางแผนชีวิตการเรียน เพื่อมุ่งมั่นสอบติดแพทย์ให้ได้เช่นนี้ ทำให้ จ๋า ต้องเดินเข้ามาที่พระตะบอง หรือโรงเรียนกวดวิชาคุณครูภูมิเทพ
      เพื่อมั่งมั่นเรียนเลขอย่างที่ตั้งใจไว้
                “เรียนที่พระตะบอง ส่วนใหญ่ก็จะทำโจทย์เพื่อสอบแข่งขันเป็นหลัก เพราะว่าข้อสอบสำหรับเข้าแพทย์ จะแนวเดียวกับข้อสอบแข่งขัน
      ที่นี่จะให้โจทย์เยอะมาก ซึ่งตรงกับความต้องการของจ๋าอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญก็คือ นอกจากโจทย์จะเยอะแล้ว ครูผู้สอนก็ให้เทคนิคที่ดีด้วย
      และจ๋า ก็นำที่เรียนจากพระตะบองไปใช้สอบ กสพท.ได้เยอะมากๆ”
                ซึ่งผลสอบของจ๋า นั้น เชื่อว่า ทุกคนคงจะเห็นแล้ว นั่นคือ เธอสามารถทำคะแนนสอบวิชาเลข หรือคณิตศาสตร์
      ได้ 100 คะแนนเต็ม 
เป็นไปตามเป้าหมายที่เธอได้วางไว้ทุกประการ คือ นำคะแนนสอบวิชาเลขไปฉุดคะแนนสอบวิชาอื่นๆ
       สมตามที่ตั้งใจทุกประการ
                “แต่ข้อสอบเลขปีนี้ จ๋า ว่ามันง่ายมากนะคะ เพราะส่วนใหญ่จะเน้นนิยาม ไม่ค่อยมีเทคนิคสักเท่าไหร่ ตอนทำข้อสอบก็เริ่มใจเสีย
       ว่าทุกคนคงทำข้อสอบเลขกันได้ทั้งนั้น แล้วที่จ๋า ตั้งใจจะใช้เลขไปฉุดวิชาอื่นๆ ก็คงลำบาก เพราะเพื่อนๆก็คงทำข้อสอบกันได้เป็นส่วนใหญ่
       จ๋า ก็เลยพยายามไม่ให้ตัวเองพลาด เพราะกลัวว่า ถ้าพลาดสักข้อหนึ่งก็จะพลาดไปเลย จึงระมัดระวังในการทำโจทย์มาก ทำข้อสอบเสร็จแล้ว
       ก็มาอ่านทวนที่ทำอีกหลายรอบ จนมั่นใจ ถึงได้ส่งกระดาษคำตอบ” 

                 คนที่คิดเช่นนี้ได้ เราเชื่อว่า จะมีก็เฉพาะคนที่เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น  จริงมั้ยคะ ?

                เมื่อเราหยิบประเด็นใหม่ มาคุยกับจ๋า ว่าทำไมถึงเลือกเรียนแพทย์ ?  เป็นไปตามกระแสคนเก่งหรือเปล่า ที่คิดว่าคณะแพทย์ ย่อมเป็น
        คณะที่ดีที่สุดสำหรับคนเก่ง  เธอ มองหน้าเราผู้ถาม และมองนิ่งอยู่เช่นนั้นชั่วอึดใจ “อยากมีโอกาสช่วยคนค่ะ” นั่นคือคำตอบที่หนักแน่นของเธอ

               จ๋ายืนยันว่าเธอพูดจริงและตั้งใจจริงเช่นนั้นเพราะในชีวิตจริงทุกวันนี้เธอได้สัมผัสมาโดยตลอดว่าอาชีพคุณหมอเป็นอาชีพที่ทำงานหนัก       
        และต้องอดทนสูงมาก เพราะคนรอบข้างตัวเธอ ตั้งแต่ คุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง คุณอา คุณพี่  และญาติๆอีกมากมาย ฯลฯ  ล้วนมีอาชีพ
        เป็นคุณหมอทั้งสิ้น แต่เธอก็ยังอยากที่จะเลือกเรียนหมอ เพื่อต้องการช่วยเหลือคนจริงๆ
                “จ๋า ตั้งใจว่า ช่วงใช้ทุนให้รัฐบาล ไม่ว่าจะถูกบรรจุให้เป็นหมอประจำที่ไหนก็จะไปทั้งนั้น ไม่ว่า ที่นั่นจะเป็นถิ่นทุรกันดารอย่างไรก็ตาม
        ถ้ายังเป็นประเทศไทย ก็จะไปหมด”  นี่คือ คำยืนยันอย่างหนักแน่นของเธอ

                เราถามต่อว่า ความคิดอยากเป็นคุณหมอนั้น จ๋า คิดมาตั้งแต่เด็กเลยมั้ย ?
          เธอปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่ เพราะสมัยเด็กเธออยากเป็นอะไรที่เยอะมาก  เช่น อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์  อยากเป็นคุณครู
         อยากเป็นกราฟฟิคดีไซน์ อยากเป็นสถาปนิก อยากเป็นวิศวกร อยากเป็นแม้กระทั่งเมคอัพ อาร์ตตีส
                “จริงๆแล้ว เป็นคนชอบศิลปะค่ะ ชอบวาดรูป ระบาียสี แล้วก็เป็นคนที่ชอบแต่งหน้ามาก เคยมีช่วงหนึ่งที่คิดอยาก
         จะเป็นเมคอัพ อาร์ตตีส ด้วยซ้ำ”
               
               แต่ว่าที่คุณหมอ คนนี้ของเรา ก็ยังไม่ทิ้งความฝัน และความชอบศิลปะของเธอนะคะ เพราะเธอบอกว่า ปิดเทอมปีนี้ 
         เธอไม่ต้องเรียนหนังสือเพื่อสอบอีกแล้ว  เพราะฉะนั้น จะใช้เวลาที่เหลือ ไปเรียนวาดรูป และระบายสี เพื่อช่วยสร้างความรู้สึกเบิกบาน
         ให้กับจิตใจ  เป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับกับการเรียนหนักที่รออยู่ข้างหน้า เพราะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชามากว่า
         แพทย์จุฬาฯ เรียนหนักจริงๆ  แต่เธอ ก็ไม่ย่อท้อกับมันหรอก เพราะเธอทำความฝันสำเร็จแล้ว  ที่เหลือก็แค่เดินตามความฝันเท่านั้น

                           พระตะบอง ก็หวังว่า ในอนาคตไม่นานนี้ เราก็จะมีคุณหมอที่ดี ไว้ประดับวงการแพทย์อีกหนึ่งคน
                                          จำชื่อว่าที่คุณหมอคนเก่งคนนี้ของเราเอาไว้  เธอคือ “อุรชา ตีระวานิชสันติ์